ข่าวประจำวัน » หุ้นไทยเครียด !! ความเชื่อมั่นลดฮวบประเทศ ต่ำกว่า 200 จุด

หุ้นไทยเครียด !! ความเชื่อมั่นลดฮวบประเทศ ต่ำกว่า 200 จุด

2 April 2025
51   0

.

InnovestX โบรกเกอร์ในกลุ่ม SCBX ปรับลดเป้าหมาย SET Index ปี 2568 ลงเหลือ 1,350 จุด จากเดิม 1,550 จุด หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก พร้อมเตือนสงครามการค้า อาจฉุดจีดีพีไทยโตต่ำกว่า 2%
.
‘สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา’ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า InnovestX ปรับลดเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) ลงเหลือ 1,350 จุด จากเดิม 1,550 จุด จากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
.
อย่างไรก็ตาม มองว่า SET Index มีโอกาสฟื้นตัวในไตรมาส 2/2568 จากราคา (Valuation) ที่ปรับตัวลงต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิด-19 ทำให้เริ่มกลับมาน่าสนใจในแง่มูลค่า โดยคาดว่า SET Index มีโอกาสฟื้นขึ้นที่ระดับ 1,300-1,350 จุดในช่วงไตรมาส 2/2568
.
ทั้งนี้ InnovestX แนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพสูง มีรายได้หลักจากในประเทศ และได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
.
หุ้นเด่นที่แนะนำในไตรมาสนี้ ได้แก่ BCH กลุ่มโรงพยาบาลเชิงรับ พร้อมรายได้จากในประเทศ CPALL และ CPF หุ้นบริโภคในประเทศที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัว KTB และ TRUE กลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีที่มีความแข็งแกร่งสำหรับต่างประเทศ
.
พร้อมแนะนำลงทุนในตลาดจีนและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐ โดยเน้นไปที่บริษัทที่มีเงินปันผลสูง มีสัดส่วนรายได้ภายในประเทศสูงและมีลักษณะเชิงรับ ได้แก่ Verizon, UnitedHealth, Iberdrola, Hong Kong Exchange, Trip.com, Tencent และ Alibaba
.
‘สุทธิชัย คุ้มวรชัย’ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน InnovestX กล่าวว่า ไตรมาส 2 ปี 2568 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
.
โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาดแรงงาน สร้างแรงกดดันต่อหุ้นโลก รวมถึงสหรัฐ
.
ขณะที่จีนกำลังแสดงสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นผ่านมาตรการกระตุ้นเชิงรุก โดยรัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายจีดีพีที่ 5% พร้อมทั้งออกพันธบัตรพิเศษระยะยาวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้านสหภาพยุโรป มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มลดลง
.
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากภายนอก ทั้งจากความตึงตัวของภาวะทางการเงิน รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจและคาดมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568
.
‘ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์’ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ InnovestX กล่าวว่า ด้านมุมมองเศรษฐกิจมหภาคมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Mild Stagflation ที่การเติบโตชะลอตัว ในขณะที่เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย
.
ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เผชิญความท้าทายในการกำหนดนโยบายการเงิน โดยคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวที่ 0.25% ในปี 2568
.
ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มีแนวโน้มจะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกในเร็วๆ นี้ เห็นได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) โลกชะลอตัวลงต่ำสุดในรอบ 1 ปี พื้นฐานเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง บ่งชี้ว่ามีโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่ำ
.
ด้านจีน แม้มีความเสี่ยงด้านหนี้สินและอสังหาริมทรัพย์ แต่ภาครัฐยังคงเดินหน้าใช้นโยบายกระตุ้นผ่านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า
.
ความเสี่ยงสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่งหากบังคับใช้อาจจะทำให้จีดีพีของไทยปี 2568 ลดลงจาก 2.5% เหลือเพียง 2.0% หรือต่ำกว่า
.
‘ดร.รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ’ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน Wealth Products & Strategy ของ InnovestX กล่าวว่า ไตรมาส 2 ปี 2568 ตลาดการลงทุนยังเผชิญความผันผวนสูงจากมาตรการภาษี Reciprocal Tariffs ของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก
.
แม้ภาคเทคโนโลยียังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจถูกกดดันจากความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่เพิ่มสูงขึ้นจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง
.
ทำให้ InnovestX แนะนำปรับลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากมีความน่าสนใจลดลง และมีความเห็นเป็นกลางกับหุ้นไทย แต่เริ่มมองความเสี่ยงขาลง (Downside) จำกัด และมีโอกาสฟื้นตัวได้ระยะสั้น
.
ขณะเดียวกันมีมุมมองด้านบวกสำหรับตลาดจีน โดยเฉพาะหุ้น A-Shares เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐและการหันกลับมาสนับสนุนภาคเอกชน และสำหรับตลาดเวียดนามจากประเด็นโอกาสการยกระดับตลาดหุ้นขึ้นสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)
.
พร้อมแนะนำกระจายพอร์ตสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ ซึ่งมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในภาวะความผันผวนสูง
.
ทั้งนี้ หุ้นเชิงรับ (Defensive Stocks) อย่างการแพทย์ (Healthcare) และสาธารณูปโภค (Utility) คาดว่าจะยังคงให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นเติบโต (Growth Stocks)
.
โดยนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงสามารถพิจารณากองทุนตราสารหนี้ เช่น UGIS-N ควบคู่กับกองทุนหุ้นต่างประเทศ อย่างหุ้นจีน A-Shares กองทุน KFCSI300-A และหุ้นเวียดนาม กองทุน PRINCIPAL VNEQ-A
.
รวมถึงกองทุนหุ้นเชิงรับอย่าง LHHEALTH-A ซึ่งเน้นกลุ่ม Healthcare เพื่อสร้างสมดุลพอร์ตในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน
.